HIFU นวัตกรรมยกกระชับ คืออะไร?
โปรแกรม Ultraformer III และ Ultracel Q+ ต่างกันอย่างไร เหมาะกับใคร?
เมื่อแก้มเริ่มคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด หรือใต้คางเริ่มหย่อน หลายคนอาจเริ่มมองหา HIFU ซึ่งเป็นเทคโนโลยียกกระชับที่ไม่ต้องผ่าตัด โดย HIFU ย่อมาจาก High Intensity Focused Ultrasound ใช้คลื่นอัลตราซาวด์รวมพลังงานเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ผิวตามระดับความลึกที่เลือก เพื่อให้เนื้อเยื่อเกิดการหดตัวและกระตุ้นกระบวนการปรับโครงสร้างคอลลาเจนในช่วงหลังทำ
คำว่า HIFU เป็นชื่อของเทคโนโลยี ไม่ใช่ชื่อเครื่อง และแต่ละรุ่นมีรายละเอียดต่างกันทั้งหัวที่ใช้ ระดับความลึก และรูปแบบการปล่อยพลังงาน ที่ Dr.Minna Clinic มี HIFU 2 เครื่องหลัก คือ Ultraformer III และ Ultracel Q+ ซึ่งใช้หลักการ Focused Ultrasound เหมือนกัน แต่มีจุดเด่นและลักษณะการใช้งานต่างกัน โดยแพทย์จะเลือกเครื่องและจำนวนช็อตให้เหมาะกับปัญหาและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคน

HIFU ทำงานอย่างไร ?

HIFU ช่วยยกกระชับ
1. ส่งพลังงานไปยังระดับความลึกที่ต้องการ
หัว HIFU แต่ละแบบถูกออกแบบให้ส่งพลังงานได้ต่างระดับกัน เพื่อให้เหมาะกับความลึกของชั้นผิวในแต่ละตำแหน่ง โดยหนึ่งในชั้นเป้าหมายสำคัญคือ ชั้น SMAS ซึ่งมีความลึกไม่เท่ากันทั่วใบหน้า แพทย์จึงต้องเลือกหัวและตำแหน่งการวางพลังงานให้เหมาะสม
2. เกิดจุดความร้อนใต้ผิว
เมื่อคลื่นอัลตราซาวด์รวมตัวที่จุดเป้าหมาย จะเกิดความร้อนเฉพาะบริเวณนั้น จุดพลังงานจะเรียงต่อกันตามแนวที่แพทย์วางหัว ทำให้สามารถออกแบบทิศทางการยกให้สัมพันธ์กับแก้มและกรอบหน้าได้
3. ผิวค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตามเวลา
ความร้อนทำให้เนื้อเยื่อหดตัวในช่วงแรก และตามมาด้วยกระบวนการปรับโครงสร้างคอลลาเจนต่อเนื่อง ผลจึงค่อย ๆ ชัดขึ้นตามเวลา โดยทั่วไปผลลัพธ์จะชัดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 1 เดือน

HIFU ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน
นอกจากนี้ HIFU ยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ให้ผิวหน้าเรียบเนียนและลดเรือนริ้วรอยให้ตื้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้การดูแลหลังทำก็ไม่ยุ่งยาก สามารถแต่งหน้าและใช้ชีวิตประจำตามปกติได้ทันที
HIFU เหมาะกับใคร

เมื่อผิวและเนื้อเยื่อบริเวณแก้มเริ่มคล้อยลง อาจทำให้ช่วงแก้มล่างดูหย่อนมากขึ้นและแนวกรอบหน้าเปลี่ยนไป Focused Ultrasound สามารถวางพลังงานตามระดับความลึกและทิศทางที่แพทย์ต้องการ เพื่อกระชับแก้มที่หย่อนคล้อย จึงมักนำมาใช้กับปัญหาลักษณะนี้
ในกรณีที่ปัญหาหลักมาจากความหย่อนคล้อยของผิว HIFU สามารถเป็นหนึ่งในวิธีที่แพทย์พิจารณาเพื่อดูแลผิวบริเวณกรอบหน้าที่หย่อนคล้อยได้ อย่างไรก็ตาม หากกรอบหน้าไม่ชัดจากกล้ามเนื้อกราม ไขมัน หรือโครงสร้างกระดูกเป็นหลัก อาจต้องพิจารณาวิธีอื่นร่วมด้วย
คางสองชั้น หรือความหย่อนคล้อยบริเวณใต้คางเป็นอีกตำแหน่งที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น แพทย์สามารถเลือกความลึกและทิศทางการวางพลังงานของ HIFU ตามลักษณะของผิวบริเวณนี้
HIFU สามารถใช้กับบางตำแหน่งบริเวณรอบดวงตาและหน้าผากได้ โดยต้องเลือกความลึกของหัวและระดับพลังงานให้สัมพันธ์กับผิวบริเวณนั้น
จำนวนช็อตสามารถปรับตามพื้นที่และระดับปัญหา รวมถึงราคาในการทำไม่สูงมาก HIFU จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับคนที่เริ่มมีความหย่อนคล้อยและยังไม่จำเป็นต้องเลือกเครื่องยกกระชับในกลุ่มราคาที่แพงขึ้น

สรุป HIFU เหมาะกับใคร ?
HIFU จะเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับคนที่มีอายุ 25-40 ปี มีความหย่อนคล้อยไม่มาก ต้องการให้ใบหน้ากระชับขึ้น อยากลดแก้ม ลดเหนียง และต้องการให้หางตายกขึ้น นอกจากนี้ HIFU ยังช่วยแก้ไขปัญหาผิวไม่เรียบเนียน จากการกระตุ้นร่างกายให้สร้างคอลลาเจนได้อีกด้วย

ทำความรู้จักโปรแกรม Ultraformer III
Ultraformer III เป็นเครื่อง HIFU จากบริษัท CLASSYS ประเทศเกาหลีใต้ ใช้เทคโนโลยี MMFU หรือ Micro & Macro Focused Ultrasound เพื่อส่งพลังงานอัลตราซาวด์ไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมายตามระดับความลึกที่เลือก มีหัวปล่อยพลังงาน (Cartridge) หลายระดับความลึกสำหรับการใช้ดูแลผิวบริเวณใบหน้าและลำตัว ทำให้แพทย์สามารถเลือกหัวตามตำแหน่งและลักษณะของปัญหาได้
จุดเด่นของ Ultraformer III คือการปล่อยพลังงานแบบ Focused Ultrasound เป็นจุดต่อกันตามแนวที่แพทย์กำหนด เหมาะกับการดูแลความหย่อนคล้อยบริเวณแก้ม กรอบหน้า ใต้คาง และลำคอ เป็นโปรแกรมยอดนิยมสำหรับผู้ที่เริ่มต้องการดูแลตัวเองค่ะ
MMFU ของ Ultraformer III คืออะไร?

MMFU ย่อมาจาก Micro & Macro Focused Ultrasound คือการใช้คลื่นอัลตราซาวด์แบบโฟกัสที่สามารถเลือกความลึกของพลังงานให้เหมาะกับเนื้อเยื่อแต่ละบริเวณได้
Micro Focused Ultrasound ใช้เป็นหลักบริเวณใบหน้า โดยมีหัวหลายระดับความลึก เช่น 1.5, 3.0 และ 4.5 มม. เพื่อดูแลตั้งแต่ชั้นผิวที่ตื้น ไปจนถึงชั้นเนื้อเยื่อที่ลึกขึ้น เช่น บริเวณแก้ม กรอบหน้า ใต้คาง หรือรอบดวงตา พลังงานจะทำให้เกิดจุดความร้อนใต้ผิว ส่งผลให้เนื้อเยื่อหดตัวและเกิดกระบวนการปรับโครงสร้างคอลลาเจนตามมา
ส่วน Macro Focused Ultrasound ใช้หัวที่ส่งพลังงานลงได้ลึกกว่า เช่น 6, 9 และ 13 มม. จึงเหมาะกับบริเวณที่มีชั้นเนื้อเยื่อและไขมันหนากว่า โดยมักนำมาใช้กับลำตัวเพื่อดูแลความกระชับและสัดส่วนในบริเวณที่เหมาะสม
สรุปง่าย ๆ คือ Micro เน้นงานใบหน้าและความหย่อนคล้อยหลายระดับ ส่วน Macro เน้นเนื้อเยื่อที่ลึกกว่าและบริเวณลำตัวไม่ได้หมายความว่า Macro แรงกว่าแล้วดีกว่า เพราะแต่ละหัวถูกออกแบบมาเพื่อคนละตำแหน่งและคนละเป้าหมาย การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์เป็นหลักค่ะ
จุดเด่นของโปรแกรม Ultraformer III
ชั้นผิวบริเวณใบหน้า ไม่ได้มีความหนาเท่ากันทุกตำแหน่ง แก้ม ใต้คาง รอบดวงตา หรือบริเวณหน้าผากมีโครงสร้างและความหนาของชั้นผิวต่างกัน การมีหัวปล่อยพลังงานหลายระดับทำให้แพทย์สามารถเลือกใช้เพื่อปล่อยพลังงานไปยังชั้น SMAS ตามแต่ละบริเวณได้แม่นยำขึ้น โดย Cartridge ที่ใช้สำหรับผิวบริเวณใบหน้า ได้แก่ 1.5, 2.0, 3.0 และ 4.5 มิลลิเมตร และยังมีหัวสำหรับบริเวณลำตัวที่ลึกขึ้น

การปล่อยพลังงานแต่ละช็อตจะสร้างจุดพลังงานเรียงต่อกันเป็นเส้น แพทย์สามารถออกแบบแนวการวางพลังงานให้สัมพันธ์กับทิศทางของความหย่อนคล้อยได้ในแต่ละเคส

ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องทำทั่วใบหน้า บางรายมีปัญหาเฉพาะกรอบหน้า บางรายมีแก้มและใต้คางร่วมด้วย จำนวนช็อตจึงสามารถปรับตามปัญหาและบริเวณที่ต้องการทำ

โปรแกรม Ultraformer III เหมาะกับใคร ?
- ผิวบริเวณแก้มหรือกรอบหน้าเริ่มหย่อนคล้อย
- ผิวใต้คางเริ่มไม่กระชับ
- มีความหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- ต้องการยกกระชับโดยไม่ผ่าตัด
- ต้องการตัวเลือกที่ปรับจำนวนช็อตตามปัญหาและงบประมาณได้
- ต้องการเริ่มต้นดูแลใบหน้าหย่อนคล้อย

ทำความรู้จักโปรแกรม Ultracel Q+
Ultracel Q+ เป็นเครื่อง HIFU จากบริษัท Jeisys Medical ประเทศเกาหลีใต้ เปิดตัวในปี 2018 ใช้พลังงาน Focused Ultrasound เพื่อส่งพลังงานลงไปยังชั้นผิวตามระดับความลึกที่เลือก จุดเด่นของเครื่องคือมีทั้งการปล่อยพลังงานแบบ Dot และแบบ LINEAR Mode ทำให้แพทย์สามารถเลือกรูปแบบการวางพลังงานให้เหมาะกับบริเวณและลักษณะเนื้อเยื่อของแต่ละคนได้
แม้ Ultracel Q+ และ Ultraformer III จะอยู่ในกลุ่ม HIFU เหมือนกัน แต่รายละเอียดของหัวเครื่อง รูปแบบการปล่อยพลังงาน และแนวทางการใช้งานแตกต่างกันเล็กน้อย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมองว่าเครื่องใด “ดีกว่า” เสมอไป แต่ควรเลือกจากปัญหาของใบหน้าและระดับความลึกที่ต้องการดูแลเป็นหลักค่ะ
จุดเด่นของ Ultracel Q+
HIFU แบบทั่วไปจะวางจุดพลังงานเล็ก ๆ เรียงต่อกันตามแนวของ Cartridge ส่วน LINEAR Mode ของ Ultracel Q+ ถูกออกแบบให้ปล่อยพลังงานเป็นแนวต่อเนื่องในแต่ละช็อต ทำให้มีประสิทธิภาพในการลดไขมันใต้ผิวได้ดีกว่า HIFU แบบจุดทั่วไป
ข้อดีอีกอันหนึ่ง ของ LINEAR mode คือสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น ทำได้รวดเร็วขึ้นถ้าทำในตำแหน่งที่เหมาะสม แต่การเลือกว่าจะใช้แบบ Dot หรือ Linear ไม่ได้หมายความว่าแบบใดดีกว่าเสมอไป แต่แพทย์ควรเลือกตามปัญหา ความหนาของชั้นผิว และเป้าหมายของแต่ละเคส

สามารถปลดปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้รู้สึกเจ็บน้อยกว่า ไม่ต้องแปะยาชาและใช้ระยะเวลาของการทำไม่นานอีกด้วย

มีหัวปล่อยพลังงานขนาดเล็ก สามารถซอกซอนไปในบริเวณที่แคบๆที่ HIFU เครื่องอื่นไม่สามารถเข้าไปได้ เช่น ใต้ตา ขมับและหางคิ้ว ช่วยให้การยกกระชับเป็นไปอย่างทั่วถึง ผลลัพธ์ที่ได้จึงแตกต่างจาก HIFU เครื่องอื่นๆตามท้องตลาด


คุณสมบัติพิเศษของ Ultracel Q plus ที่สามารถปล่อยพลังงานสู่ผิวหนังชั้นลึก ช่วยสลายไขมันใต้ผิวหนังบริเวณแก้มและเหนียงได้ดี (มีงานวิจัยรองรับชัดเจน) เกิดเป็นผลลัพธ์สองต่อ คือทั้งยกกระชับ และสลายไขมันไปพร้อมกัน เหมาะเป็นอย่างยิ่งกับคนที่มีไขมันแก้มและเหนียงร่วมกับมีความหย่อนคล้อยของใบหน้า


ผลจากกระตุ้นชั้น SMAS ของ Ultracel Q Plus สามารถสลายไขมัน (fat ablation) ได้ชัดเจน
Ultracel Q plus มีหัวปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์ครบทุกชั้นผิว ตอบโจทย์การกระชับความหย่อนคล้อยของผิวหนังชั้นลึกและลดริ้วรอยในผิวชั้นตื้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของการยกกระชับได้ดีที่สุด

โปรแกรม Ultracel Q+ เหมาะกับใคร ?
- ดูแลความหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง
- ต้องการดูแลกรอบหน้า แก้ม หรือใต้คาง
- อยากดูแลความหย่อนคล้อย และปรับคุณภาพผิวไปพร้อมกัน
- อยากลดไขมันบางจุด โดยไม่อยากฉีดเมโสแฟต
- ต้องการเริ่มดูแลความหย่อนคล้อย ในงบประมาณเข้าถึงได้
โปรแกรม Ultraformer III และ Ultracel Q+ ต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองเครื่องเป็น HIFU จากประเทศเกาหลี ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศเกาหลีและไทย โดยใช้หลักการ Focused Ultrasound เหมือนกัน จุดแตกต่างหลักอยู่ที่การออกแบบเครื่อง Cartridge และรูปแบบการปล่อยพลังงาน
| โปรแกรม Ultraformer III | โปรแกรม Ultracel Q+ | |
| พลังงาน | Focused Ultrasound | Focused Ultrasound |
| เทคโนโลยีหลัก | MMFU – Micro & Macro Focused Ultrasound | HIFU พร้อม LINEAR Mode |
| รูปแบบพลังงาน | เน้นจุด Focused เรียงเป็นแนวตาม Cartridge | มีทั้งการวางพลังงานแบบจุดและ Linear |
| จุดเด่น | มี Cartridge หลายระดับ เลือกตามชั้นของผิวได้ | Linear Mode ครอบคลุมพื้นที่ได้รวดเร็ว ลดไขมัน และช่วยเรื่องงานผิว |
| มักเหมาะกับ | ต้องการยกกระชับหลายระดับความลึก หรือมีความหย่อนคล้อยหลายตำแหน่ง | ความหย่อนคล้อยไม่มาก ต้องการตัวเลือกที่ทำได้กระชับและงบเข้าถึงได้ |
| จำนวนช็อต | แนะนำ 400-600 ช็อต (ตามปัญหา) | แนะนำ 400-600 ช็อต (ตามปัญหา) |
สรุป HIFU: Ultraformer III หรือ Ultracel Q+ เลือกอะไรดี ?
HIFU เป็นเทคโนโลยี Focused Ultrasound ที่ส่งพลังงานเป็นจุด ตามระดับความลึกของชั้นผิว ใช้สำหรับดูแลความหย่อนคล้อยของแก้ม กรอบหน้า ใต้คาง และบริเวณอื่นตามการประเมินของแพทย์ ที่ Dr.Minna Clinic มี HIFU 2 เครื่อง
Ultraformer III
เด่นเรื่อง MMFU และ Cartridge หลายระดับ เหมาะกับการวางแผนที่ต้องการเลือกความลึกหลายชั้นหรือมีหลายบริเวณที่ต้องการดูแล
Ultracel Q+
เด่นเรื่อง LINEAR Mode ซึ่งช่วยลดไขมัน และปรับคุณภาพผิวได้ นอกจากนี้สามารถทำงานได้รวดเร็ว เพิ่มความสบายขณะทำ
อย่างไรก็ตาม ไม่มีเครื่องใดที่เหมาะกับทุกใบหน้า และจำนวนช็อตมากกว่าไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกว่าเสมอไป ก่อนตัดสินใจจึงควรประเมินก่อนว่า ปัญหาหลักคือความหย่อนคล้อย ผิวไม่แน่น ไขมัน กล้ามเนื้อ หรือโครงสร้างส่วนใด แล้วจึงเลือกเครื่อง ระดับความลึก จำนวนช็อต และพลังงานให้สัมพันธ์กับปัญหานั้นค่ะ
HIFU ต้องใช้กี่ช็อต ?
คำถามเรื่องจำนวนช็อตเป็นหนึ่งในเรื่องที่ถามกันบ่อยค่ะ แต่เราไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “กี่ช็อตถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลง?” เราควรถามก่อนว่า “ต้องทำบริเวณไหน?” การเลือกจำนวนช็อตของการทำ HIFU จะขึ้นอยู่กับ
- ขนาดใบหน้า
- ปัญหาที่ต้องการดูแล
- ระดับความหย่อนคล้อย
- ความหนาของชั้นผิว
- ระดับความลึกของ Cartridge ที่เลือกใช้
- เครื่องและ Cartridge ที่ใช้
ตัวอย่างเช่น การทำเฉพาะกรอบหน้า 200 ช็อต ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบตรงๆ กับ 200 ช็อตทั่วใบหน้าได้ เพราะพื้นที่และความหนาแน่นของการยิงพลังงานแตกต่างกัน จำนวนช็อตน้อยเกินไปอาจครอบคลุมพื้นที่ไม่เพียงพอ ขณะที่การเพิ่มช็อตโดยไม่มีข้อบ่งชี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่า หลักสำคัญคือ ใช้จำนวนช็อตเพียงพอในบริเวณที่ต้องการดูแล และกระจายอย่างเหมาะสมตามกายวิภาคของแต่ละคน ค่ะ
HIFU กี่วันเห็นความเปลี่ยนแปลง ?
หลังทำ HIFU อาจรู้สึกว่าผิวตึงขึ้นเล็กน้อยหลังทำทันทีประมาณ 20% หลังจากนั้นจะเกิดกระบวนการปรับโครงสร้างคอลลาเจนต่อเนื่อง โดยมักความเปลี่ยนแปลงได้ชัดขึ้นในช่วงประมาณ 3-4 สัปดาห์ ซึ่งระยะเวลาจริงๆอาจแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย พลังงาน และจำนวนช็อตที่ใช้ค่ะ
HIFU อยู่ได้นานแค่ไหน?
ไม่มีตัวเลขตายตัว โดยทั่วไปผลของเครื่อง HIFU ในกลุ่ม Ultraformer III และ Ultracel Q+ จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและสามารถอยู่ต่อเนื่องได้ 6-8 เดือน ทั้งนี้ การคงอยู่ของผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับ อายุ ระดับความหย่อนคล้อยเดิม จำนวนช็อต ระดับพลังงาน Lifestyle และการเปลี่ยนแปลงของผิวตามวัย
ดังนั้นจึงไม่ควรกำหนดว่าทุกคนต้องกลับมาทำทุกๆ 6 เดือน แนะนำให้ติดตามผลแล้วประเมินอีกทีว่าควรทำ HIFU ซ้ำเมื่อไหร่
ผลข้างเคียงหลังทำ HIFU มีอะไรบ้าง ?
โดยทั่วไป หัตถการ HIFU เป็นหัตถการที่ปลอดภัย ส่วนใหญ่มักจะไม่มีภาวะข้างเคียง แต่อาจพบอาการหลังทำได้บ้าง เช่น
- ผิวแดงเล็กน้อย
- บวมเล็กน้อย
- รู้สึกตึงหรือระบมใต้ผิว
- ปวดหน่วงเมื่อกดบางตำแหน่ง
- รู้สึกจี๊ดหรือเสียวชั่วคราวบริเวณที่ทำ
ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้ค่อย ๆ ลดลงได้เอง แต่ถ้ามีอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ผิวไหม้ พอง มีอาการชา หรือกล้ามเนื้อใบหน้าเคลื่อนไหวผิดปกติ ควรติดต่อคลินิกเพื่อให้แพทย์ประเมินซ้ำ เพราะ HIFU สามารถส่งพลังงานลงสู่เนื้อเยื่อในระดับลึก ดังนั้นการเข้าใจกายวิภาคและการเลือกตำแหน่งจึงเป็นเรื่องสำคัญค่ะ
ใครควรแจ้งแพทย์ก่อนทำ HIFU ?
- ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- มีแผล การอักเสบ หรือการติดเชื้อบริเวณที่จะทำ
- มีโรคประจำตัวหรือโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด
- มีอุปกรณ์หรือวัสดุฝังในบริเวณที่จะทำ
- เคยทำศัลยกรรมบริเวณใบหน้า
- เคยทำโปรแกรมฟิลเลอร์ ร้อยไหม หรือเครื่องยกกระชับอื่นมาไม่นาน
- มีอาการชาหรือความผิดปกติของเส้นประสาทบริเวณใบหน้า
HIFU กับ Ulthera Prime ต่างกันอย่างไร?
คำว่า HIFU และ Ulthera มักถูกใช้ปนกัน เพราะทั้งสองใช้พลังงาน Focused Ultrasound แต่ Ulthera หรือ Ultherapy ใช้เทคโนโลยี Microfocused Ultrasound with Visualization ซึ่งมีระบบ Ultrasound Imaging ให้แพทย์มองเห็นเนื้อเยื่อใต้ผิวระหว่างทำ ส่งผลให้การปล่อยพลังงานแม่นยำมากขึ้น
ขณะที่ Ultraformer III และ Ultracel Q+ ไม่มีระบบ Ultrasound Imaging แบบเดียวกัน ดังนั้นจุดต่างสำคัญของ Ulthera ไม่ใช่เพียงเรื่อง “แรงกว่า” แต่คือแพทย์สามารถสแกนเห็นชั้นผิวและตรวจการสัมผัสของหัวก่อนวางพลังงานได้ ในทางปฏิบัติ ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องเริ่มจาก Ulthera และไม่จำเป็นว่าการใช้ HIFU จะเหมาะกับทุกคนเช่นกัน
Ulthera Prime
มักพิจารณาในผู้ที่มีความหย่อนคล้อยมากกว่า ต้องการเน้นการกระชับกรอบหน้าเป็นพิเศษ และต้องการคงผลลัพธ์ให้อยู่นานขึ้น
Ultraformer III / Ultracel Q+
เหมาะกับความหย่อนคล้อยระดับไม่มากถึงปานกลาง ผู้ที่เริ่มการกระชับใบหน้า หรือต้องการตัวเลือกที่สามารถปรับจำนวนช็อตและงบประมาณที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าค่ะ
HIFU กับ Thermage หรือ Oligio ต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างหลักคือ “รูปแบบพลังงาน” เครื่อง Ultraformer III และ Ultracel Q+ ใช้ Focused Ultrasound พลังงานรวมตัวเป็นจุดตามระดับความลึก แล้วเรียงต่อกันเป็นแนวตามทิศทางที่แพทย์วางแผนไว้ จึงมักใช้เมื่อปัญหาหลักคือความหย่อนคล้อยและต้องการเน้นแนวการยก (แกนตั้ง)
ส่วน Thermage, Oligio และ Oligio X ใช้ Monopolar RF พลังงานความร้อนจะกระจายครอบคลุมเป็นพื้นที่กว้าง จึงมักนำมาใช้ในผู้ที่รู้สึกว่าผิวโดยรวมเริ่มไม่แน่น ไม่กระชับหรือมีความหย่อนคล้อย(ในแกนนอน) ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพผิว
บางคนอาจเหมาะกับพลังงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ขณะที่บางคนมีทั้งความหย่อนและความแน่นของผิวลดลง จึงอาจวางแผนใช้สองเทคโนโลยีร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องทำทุกเครื่องเพื่อให้ได้ผลดี สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้เครื่องตามสาเหตุของปัญหา
HIFU ทำร่วมกับ Oligio หรือ Thermage ได้ไหม ?
สามารถวางแผนร่วมกันได้ในบางราย เพราะ Focused Ultrasound และ Monopolar RF มีรูปแบบการกระจายพลังงานไปยังชั้นผิวที่ต่างกัน เมื่อมีข้อบ่งชี้ การใช้สองเทคโนโลยีอาจช่วยดูแลความหย่อนคล้อยและความแน่นของผิวได้ครบชั้นผิว ทำให้ประสิทธิภาพการยกและการกระชับผิวดีขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนวางแผนแพทย์ควรประเมินระดับความหย่อนคล้อย ความหนาของผิว ตำแหน่งที่เป็นปัญหา หัตถการเดิมที่เคยได้รับ งบประมาณและเป้าหมาย ซึ่งในบางรายถ้าความหย่อนคล้อยไม่ได้มาก ทำ Ultraformer III หรือ Ultracel Q+ เพียงอย่างเดียวก็อาจเพียงพอแล้วค่ะ
ทำไมถึงต้องทำ HIFU ที่ Dr.Minna clinic
วิเคราะห์ปัญหาและทำโดยทีมแพทย์มากประสบการณ์
“ใบหน้าหย่อนคล้อย” อาจไม่ได้มีสาเหตุเดียว บางคนเกิดจากผิว บางคนมีไขมันหรือกล้ามเนื้อร่วมด้วย และบางคนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้า แพทย์มีบทบาทสำคัญ ในการประเมินว่า HIFU เป็นทางเลือกที่เหมาะกับปัญหานั้นหรือไม่
มี HIFU 2 เครื่องให้เลือก
Dr.Minna Clinic มีทั้ง Ultraformer III และ Ultracel Q+ ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน จึงไม่จำเป็นต้องเลือกเครื่องเดียวสำหรับทุกคน แพทย์สามารถพิจารณาจากลักษณะความหย่อนคล้อย บริเวณที่ต้องการทำ จำนวนช็อต และงบประมาณค่ะ
มีเครื่องยกกระชับพลังงานแบบอื่นให้เปรียบเทียบ
นอกจาก HIFU ยังมี Ulthera Prime, Thermage FLX, Oligio และ Oligio X ให้เลือก หากประเมินแล้วพบว่าปัญหาหลักนั้นไม่เหมาะกับ HIFU แพทย์สามารถพิจารณาพลังงานอื่นแทน ไม่จำเป็นต้องฝืนเลือกเครื่องจากโปรโมชั่นค่ะ
จำนวนช็อตและพลังงานออกแบบตามแต่ละคน
จำนวนช็อตไม่ได้ถูกกำหนดจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่ดูจากบริเวณ ความหย่อนคล้อย และระดับความลึกที่ต้องการปล่อยพลังงาน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ยิงครบกี่ช็อต” แต่ต้องดูว่าช็อตเหล่านั้นถูกวางตรงบริเวณที่ควรทำหรือไม่
มีระบบติดตามหลังทำ
หากมีข้อสงสัยหรืออาการที่กังวล สามารถติดต่อคลินิกและนัดประเมินกับแพทย์ได้โดยตรง

หลังทำ HIFU ดูแลตัวเองอย่างไร
แม้ Ultracel Q plus จะเป็นนวัตกรรม HIFU ที่มีความสะดวก รวดเร็ว ได้ผลดี ไม่ทำให้เกิดแผลที่ต้องดูแลตัวเองยุ่งยาก แต่เราก็ควรปฏิบัติตัวหลังให้ถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของการยกกระชับอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเงินมาทำบ่อยๆค่ะ

รีวิวเคส HIFU
Testimonial HIFU


Testimonial
ขอบพระคุณทุกท่านที่วางใจใช้บริการของเรา
“รอยยิ้มของคุณคือของขวัญที่ดีที่สุดของเรา ”

